คนแรก เจ้าแห่งจินตนาการ นักวาดการ์ตูน Walter Elias Disney หรือ Walt Disney นั่นเอง เชื่อหรือไม่ครับ เขาเคยถูกไล่ออกจากหนังสือพิมพ์ “Kansas City Star” ใน Kansas เมื่อปี 1919 ข้อหาที่ว่า “ไม่มีความคิดสร้างสรรค์และไม่มีไอเดียดีๆเป็นของตัวเอง” หลังจากนั้น 2 ปีเขาตัดสินใจไปเปิดบริษัทแอนนิเมชั่นที่ชื่อว่า Laugh-O-Gram Films แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เอาเงินที่เหลืออยู่น้อยนิด นั่งรถไฟไปที่ Hollywood ถูก Universal Studio หักหลัง ถูกปฏิเสธ Mickey Mouse เพราะคิดว่าเป็นหนูมันน่ากลัวสำหรับผู้หญิง ใช้เวลาพยายามกว่า 16 ปีจนได้ออกหนังเรื่องแรกชื่อ Marry Poppins หลังจากนั้นก็มีผลงานอื่นๆออกมามากมาย และสุดท้ายปี 1996 บริษัท Walt Disney ก็ได้ไปซื้อ ABC ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ “Kansas City Star”
คนต่อมาคือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Walt Disney เล็กน้อย เจ้าแห่งนวัตกรรม ผู้พลิกวงการ Smartphone ไปตลอดกาล “Steve Jobs” ผู้ เคยถูกผู้บริหารของบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้น “ไล่ออก” เพราะขัดแย้งเรื่องทิศทางของบริษัท ตอนอายุ 30 ปี แต่เขาเองมองว่าการว่างงานคือ ความอิสระ ก็เลยไปเปิดบริษัทชื่อ NeXT ที่ตอนหลังถูก Apple ซื้อไปและเป็นรากฐานของ OSX ของ Apple นอกจากนั้นก็ไปเปิดบริษัท Pixar ที่สร้างสรรค์การ์ตูน Animation 3D ชื่อดังอย่าง Toy Story, Monster Inc, Finding Nemo และถูกซื้อไปอยู่ภายใต้ Walt Disney ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นก็ได้กลับไป Apple สร้างสรรค์สินค้าที่เปลี่ยน Apple ไปตลอดกาล “iPod” “iPhone” และ “iPad”
ถ้าพูดถึงผู้หญิงในวงการบันเทิงที่รวยที่สุด ก็ต้องพูดถึงเธอคนนี้ Oprah Winfrey ก่อนที่เธอจะดังขนาดนี้ เธอเคยเป็นผู้ประกาศข่าวช่วงเย็นที่โดน ผู้ผลิตรายการของ Baltimore’s WJZ-TV ถอดออกเพราะเหตุผลว่า เธอไม่เหมาะกับข่าวบนทีวี และเสนอให้ไปทำรายการตอนกลางวันแทน ในช่วงแรก Winfrey เธอก็เสียใจเพราะการย้ายจากตอนเย็นไปตอนกลางวันถือเป็นการก้าวถอยหลัง แต่การก้าวถอยหลังครั้งนั้น ก็เป็นการทำให้เธอก้าวกระโดด และสู้อย่างเต็มที่กับการเป็นพิธีกรรายการ “People Talking About” หลังจากนั้น 7 ปีเธอก็ได้ไปทำรายการของเธอกับสถานีที่ Chicago จนกลายเป็น Oprah Winfrey Show ในปี 1985
ต่อมาคือผู้สร้างสรรค์ให้พ่อมดใส่แว่นมีแผลเป็นสายฟ้าบนหน้าฝาก J.K. Rowling ผู้เขียน Harry Potter เธอเองก็พบกับวิบากกรรมที่ไม่ธรรมดาไม่แพ้กัน เพราะ นอกจากถูกไล่ออกจากงาน เลขาที่ Amnesty International ในลอนดอน เธออยู่ในระหว่างการทำเรื่องหย่า อยู่ในแฟลตเล็กๆกับลูกสาวของเธอ คุณแม่เสียชีวิต และ เลี้ยงชีพด้วยเงินจากรัฐบาล แต่เธอเปลี่ยนเวลาว่างของเธอให้กลายเป็นผลงานอันลือลั่นที่ชื่อ Harry Potter แต่ก่อนที่ Harry Potter จะโด่งดังถึงเพียงนี้ Harry Potter ก็เคยถูกปฏิเสธจาก 12 สำนักพิมพ์ จนสำนักพิมพ์ Bloomsbury ตัดสินใจซื้อไป ถ้าเธอยอมแพ้ วันนี้เราคงไม่มีพ่อมดน้อยที่ชื่อแฮรี่ให้ได้รู้จักกัน
Michael Bloomberg เจ้าของ Bloomberg เคยถูกไล่ออกเพราะ บริษัท Salomon Brothers ที่เป็น Investment Banker ไปรวมกับบริษัทที่ต่อมาเป็น Citi Group โดย Bloomberg นำเงินนั้นไปเปิดบริษัทใหม่เพราะเขารู้ดีว่าคนใน Wall Street ยินดีที่จ่ายเงินสำหรับ ข้อมูลที่รวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำ จนกลายเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับ 10 ของสหรัฐอเมริกา และ เป้นผู้ว่าการรัฐ New York
จากเด็กชายคนหนึ่งที่เคยได้รับคำติจากครูว่า “โง่และสอนไม่ได้” และในช่วงวัยรุ่นถูกไล่ออกจากงานมากมายและถูกไล่ออกครั้งสุดท้ายเมื่ออายุ 21 จากบริษัทโทรเลข แต่ Thomas Edison ไม่เคยยอมแพ้ และ ประดิษฐ์ และคิดค้นโดยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรมากกว่า 1,093 ชิ้น โดย Edison กล่าวไว้ว่า อัจฉริยะ มาจากความพยายาม 99% และ 1% จากแรงบันดาลใจ และถึงแม้ว่าจะเริ่มโด่งดังจากการประดิษฐ์หลอดไฟ Edison ก็เคยพ่ายแพ้กับการเปิดเหมืองแร่และใช้เวลากับมันหลายทศวรรษ แต่ในความผิดพลาดนั้น Edison ได้สิทธิบัตรที่ทำให้เหมืองแร่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า 47 ใบ และได้เงินกลับมาจากสิทธิบัตรนั้นอย่างรวดเร็ว
คนต่อมาคือ คนที่เคยได้รับกับคำปรามาสจากผู้นำวง Smith ที่ชื่อ Eddie Bond ว่า “คุณควรจะกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า” ชายคนนั้นชื่อ “Elvis Presley” ใช่ครับ King of Rock&Roll คำปรามาสนั้น ได้รับหลังจากที่ Elvis ไปสมัครเป็นนักร้องนำของวง ว่าให้กลับไปทำอาชีพ ขับรถบรรทุกเหมือนเดิมเพราะคุณคงจะเป็นนักร้องไม่ได้ นอกจากนั้นก่อนหน้านั้น Elvis ยังเคยไม่ผ่านการ Audition วงกลุ่ม 4 คนที่ชื่อ Songfellows และเขากลับไปบอกพ่อว่า “พวกเขาว่าผมคงร้องเพลงไม่ได้” แต่ Elvis ไม่ฟังและยังเดินหน้าแสดงอีกหลายที่ ไป Audition มากมายต่อไปจนกลายเป็นตำแหน่ง King of Rock&Roll ตลอดกาล
จากทุกๆเรื่องความผิดพลาดของคนดัง เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่คนดังที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ก็ยังมีวันที่แย่ มีคนปรามาส ติเตียน ซ้ำร้ายบางคนถึงกับถูกไล่ออกจากสิ่งที่ทำ แต่สิ่งที่ทำให้เขากลับมาได้และกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ ความเชื่อมั่นและตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ฝัน หรือ รักมันอย่างเต็มความสามารถ สุดท้ายไม่ว่าใครจะพูดอะไร หรือทำอะไร จะพบกับความล้มเหลวแค่ไหน พวกเขาก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่า
จาก website http://jexep.net/business/lessons-from-failure-of-starts/“แพ้คือสถานะชั่วคราว แต่การยอมแพ้ ทำให้มันถาวร” - Marilyn vos Savant
ได้อ่านเรื่องของคนดังเหล่านี้แล้ว ก็มีกำลังใจขึ้นมาเลยค่ะ มีเป้าหมายที่แน่นอน สักวันก็จะประสบความสำเร็จ หนูเชื่อว่าอย่างนั้น
ตอบลบเมื่อได้อ่านเรื่องของคนดังเหล่านี้แล้วทำให้รู้ว่าคนทุกคนล้วนต้องเจออุปสรรค์ที่ทำให้เราอยู่ที่เราว่าเราจะพยายามจะสู้ต่อไปหรือเราจะเหลีกเหลี่ยงเพื่อจะเดินหนีจากสิ่งนั้น จากเรื่อง ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปหวังว่าสักวันชีวิตจะประสบความสำเร็จค่ะ
ตอบลบจากการที่ได้อ่านบทความนี้ ทำให้หนูรู้ว่า กว่าที่เราจะประสบความสำเร็จได้นั้น เราต้องผ่านความยากลำบากมาก่อน คะ
ตอบลบหลังจากอ่านเเล้วทำให้มีกำลังใจในการสู้ต่อไปมากเลยค่ะ เเล้วยังไม่ท้อต่อปัญหาอีกด้วย เพราะกว่าเราจะประสบความสำเร็จเราต้องผ่านปัญหามามากมาย ทุกปัญหาจะทำให้เราใกล้ถึงความสำเร็จมากขึ้น
ตอบลบอ่านเรื่องของแต่ละคนมันก็เศร้าค่ะแต่พวกเขาก็ไม่ย่อท้อจริงๆชีวิตคนเราไม่ตายก็ต้องสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ปัญหาทุกอย่างต้องมีทางแก้ เหมือนกับ การกระทำทุกอย่างต้องมีเหตุผลของมัน เอาล่ะ มันทำให้เรารู้สึกฮึกเหิมมาก
ตอบลบหลังจากได้อ่านเรื่องราวของคนดังเหล่านี้ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ และมีกำลังใจในการต่อสู้กับปัญหาไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคมากมายเท่าไหร่ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้เพื่อให้เดินเข้าใกล้ความสำเร็จที่รออยู่มากที่สุด
ตอบลบหลังจากได้อ่านบทความข้างต้น ได้เรียนรู้ประวัติและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล การต่อสู้และการแก้ไขปัญหา และความพยายามของเรานั้นสำคัญ สามารถทำให้เรามีกำลังใจและพยายามให้ดีขึ้น
ตอบลบคะ คิดแล้ว ต่อไปก็ลงมือทำกันละ หลายคนยังส่งงาน blog ไม่ครบนะคะ
ตอบลบหลังจากได้อ่านบทความนี้แล้วทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้กับปัญหามากเลยค่ะ และเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างมันมักมีทางออกและทางแก้ไขเสมอ
ตอบลบหลังจากได้อ่านบทความข้างต้นแล้วได้ข้อคิดดีๆๆมากมายค่ะ ซึ่ง ในชีวิตการทำงานของคนทุกคนมักจะเจอกับปัญหาความเครียดกันถ้วนหน้า มากบ้าง น้อยบ้าง และวิธีแก้ปัญหาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนยิ้มสู้กับปัญหา บางคนเกาะติดไปกับกระแสของปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข บางคนหลบหนีปัญหา บางคนประวิงเวลาให้ปัญหาผ่านไปเองโดยไม่ต้องทำอะไร และที่ร้ายกว่านี้คือหลงติดเข้าไปในวังวนของปัญหา พูดง่ายๆคือถูกครอบงำโดยปัญหาจึงทำให้เกิดความเครียด
ตอบลบและควรนำไปเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตสักท่านคงดีค่ะ
น่าสนใจ
ลบอ่านบทความนี้แล้ว ทำให้ได้แง่คิดดีๆๆนะค่ะ ทำให้มีกำลังใจมากขึ้น แล้วผ่านอุปสรรค์ไปให้ได้ค่ะ
ตอบลบครับ
ตอบลบอ่านบทความนนี้แล้ว... ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นค่ะ ทำให้เราคิดได้ว่าเขาหกล้มเจ็บมากกว่าเรา เขายังลุกขึ้นมายืนจนถึงจุดยืนสูงสุดของเขาได้ เราเองก็สามารถทำได้เช่นกัน ถ้าเราพยายาม เพราะทุกสิ่งอย่างมันก็ไม่ยากเกินความพยายามของเรา สักวันเราก็จะไปถึงจุดสูงสุดของเราบ้าง
ตอบลบเต็มที่นะ
ลบอ่านบทความนี้แล้ว รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา กับการต่อสู้กับปัญหา หนูชื่อว่าปัญหาทุกอย่างมันจะมีทางออกและทางแก้ไขเสมอ ถ้าเราพยามและตั้งใจทำในสิ่งที่เราฝันไว้ให้ดีที่สุด เพราะอุปรสรรค์มีมากมายรอบตัวเรา อยู๋ที่ว่าเราจะผ่านมันไปได้หรือเปล่าค่ะ
ตอบลบมีปัญหา ข้อสงสัยอะไร เมล์หาครูนะ จะได้พยายามแก้ไขปัญหาและข้อสงสัยนั้น
ลบ